admin

ระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment System) แบบไหนถึงเหมาะสม

ระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment System) แบบไหนถึงเหมาะสม

ระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment System) แบบต่างๆ ที่เราเลือกได้ถูกต้องเหมาะสมนั้น จำเป็นที่เราต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการเกิดน้ำเสียให้ตรงกันเสียก่อน หากอ้างอิงตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 “น้ำเสีย” หมายถึง ของเสียที่อยู่ในสภาพของเหลวรวมทั้งมลสารที่ปะปนและปนเปื้อนอยู่ในของเหลวนั้น อาจกล่าวได้ว่า น้ำเสียก็คือ น้ำที่ผ่านการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ และมีสิ่งเจือปนในปริมาณสูงจนกระทั่งกลายเป็น น้ำที่ไม่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป

โดยน้ำเสียสามารถแบ่งออกตามกิจกรรมของแหล่งกําเนิดได้ 3 จำพวกดังนี้

1) น้ำเสียจากแหล่งชุมชน (Domestic Wastewater)

คือ น้ำเสียที่เกิดจากการกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันของชุมชน ซึ่งน้ำเสียชุมชนส่วนใหญ่จะมีปริมาณสารอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติปนเปื้อนอยู่ในปริมาณสูง และยังมีการปนเปื้อนของสารฟอสเฟตจากการใช้ผงซักฟอก รวมถึงแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มด้วย

2) น้ำเสียจากการทำเกษตรกรรม (Wastewater from Agriculture)

คือ น้ำเสียจากการประกอบกิจกรรมทางการเกษตร หมายรวมถึงการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ น้ำเสียจากการเกษตรส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบของสารอินทรีย์ ซึ่งบางส่วนที่เป็นสารอินทรีย์ประเภทที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายในธรรมชาติ เช่น สารเคมีที่ใช้ในการกําจัดศัตรูพืช และยาปฏิชีวนะในการทำปศุสัตว์ เป็นต้น และสารอนินทรีย์ เช่น พวกแอมโมเนีย และธาตุอาหารต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ลักษณะการปนเปื้อนขึ้นอยู่กับการใช้น้ำ เช่น น้ำเสียจากการเลี้ยงกุ้งจะปนเปื้อนด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ ส่วนน้ำเสียจากพื้นที่เพาะปลูกจะปนเปื้อนด้วย สารอาหารกลุ่มไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในปุ๋ย และสารพิษซึ่งเป็นสารกําจัดศัตรูพืชต่าง ๆ

3) น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม (Wastewater from Manufacturers)

คือ น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต น้ำทิ้งจากการหล่อเย็น น้ำทิ้งจากการชะล้าง น้ำเสียกลุ่มนี้จะประกอบไปด้วยสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ ที่แตกต่างกันไปตามประเภทของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น

น้ำเสียจากอุตสาหกรรมเหล็ก: จะมีการปนเปื้อนของแอมโมเนียและไซยาไนด์ ก๊าซต่าง ๆ เช่นเบนซีน , แนฟทาลีน , แอนทราซีน , ไซยาไนด์, แอมโมเนีย, ฟีนอล, ครีโซล, น้ำมันไฮโดรลิค ซึ่งเป็นน้ำมันที่ละลายน้ำได้ รวมถึงไขมันและอนุภาคของแข็ง ในกระบวนการหล่อเย็น และในขั้นตอนการเคลือบผิว จะมีกรดไฮโดรคลอริกและกรดซัลฟูริก น้ำเสียรวมถึงน้ำล้างที่เป็นกรดร่วมกับกรดของเสียอีกด้วย

น้ำเสียจากเหมืองแร่: น้ำเสียที่เกิดจากการทำเหมืองแร่จะเป็นสารละลายจากอนุภาคหิน ส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการคัดแยก เช่นเหมืองถ่านหิน จะมีการล้างทำความสะอาด เพื่อจะแยกถ่านหินจากหิน ทำให้เกิดน้ำเสียปนเปื้อนจากฝุ่นละออง เฮมาไทต์ สารลดแรงตึงผิว และน้ำมันไฮดรอลิค นอกจากนี้จะมีการปนเปื้อนจากแร่ธาตุที่อยู่ในหิน การบดและการสกัด สำหรับน้ำเสียจากการทำเหมืองแร่โลหะจะมีการปนเปื้อนของโลหะที่ไม่พึงประสงค์ เช่นสังกะสี สารหนู เป็นต้น

น้ำเสียจากอุตสาหกรรมอาหาร: อุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่จะมีวัตถุดิบเป็นผลผลิตจากการเกษตร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนั้นน้ำเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมอาหารโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 1) อินทรีย์วัตถุ  2) ตะกอนแขวนลอย 3) น้ำมัน ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งมักถูกปล่อยออกมาเป็นจำนวนมาก โดยปกติแล้วจะไม่มีสารอันตราย เพราะสามารถย่อยสลายได้และปลอดสารพิษ แต่ถ้าหากมีของแข็งที่ย่อยสลายได้ยากในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้น้ำเน่าเสียยากต่อการบำบัด ทั้งนี้รวมถึงการฆ่าสัตว์ก็เช่นเดียวกันเป็นสารอินทรีย์ชั้นดี ในเลือดของสัตว์จะมียาปฏิชีวนะ สารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ในการควบคุมปรสิตภายนอกของสัตว์ ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในขนสัตว์ เมื่อใช้น้ำในการชะล้างจึงทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียตามมา

น้ำเสียจากอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน: น้ำเสียที่เกิดจากการกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่ คือ น้ำมันที่ล้นออกมา ที่มีอยู่ในสภาพอีมัลชั่น และน้ำเสียก็ยังเต็มไปด้วยสารที่มีกลิ่นเหม็น เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซัลไฟด์ตัวอื่น ๆ แอมโมเนีย เมอร์แคปแทน และฟีนอล เป็นต้น

จากความหลากหลายของสารปนเปื้อนและปริมาณน้ำเสียที่เกิดจากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม (Wastewater from Manufacturers) จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดค่ามาตรฐานน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรม ดัชนีคุณภาพน้ำ ค่ามาตรฐาน วิธีวิเคราะห์ ประกอบไปด้วย

  • ค่าความเป็นกรดและด่าง (pH value) 5.5-9.0 pH Meter
  • ค่าทีดีเอส (TDS หรือ Total Dissolved Solids) ไม่เกิน 3,000 มก/ล. หรืออาจแตกต่างแล้วแต่ละ ประเภทของแหล่งรองรับน้ำทิ้งหรือประเภทของ โรงงานอุตสาหกรรม ที่คณะกรรมการควบคุม มลพิษเห็นสมควรแต่ไม่เกิน 5,000 มก./ล.
  • ของแข็งแขวนลอย (Suspended Solids) ไม่เกิน 50 มก./ล.หรืออาจแตกต่างแล้วแต่ประเภท ของแหล่งรองรับน้ำทิ้ง หรือประเภทของโรงงาน อุตสาหกรรมหรือประเภทของระบบบําบัดน้ำเสีย ตามที่คณะกรรมการควบคุมมลพิษเห็นสมควรแต่ ไม่เกิน 150 มก./ล. กรองผ่านกระดาษกรองใย แก้ว (Glass Fiber Filter Disc)
  • อุณหภูมิ (Temperature) ไม่เกิน 40o C เครื่องวัดอุณหภูมิวัดขณะ ทําการเก็บตัวอย่างน้ำ
  • สีหรือกลิ่น ไม่เป็นที่พึงรังเกียจ ไม่ได้กําหนด
  • ซัลไฟด์ (Sulfide as H2S) ไม่เกิน 0 มก./ล. Titrate
  • ไซยาไนด์ (Cyanide as HCN) ไม่เกิน 2 มก./ล. กลั่นและตามด้วยวิธี Pyridine Barbituric Acid
  • น้ำมันและไขมัน (Fat, Oil and Grease) ไม่เกิน 0 มก./ล.หรืออาจแตกต่างแล้วแต่ละ ประเภทของแหล่งรองรับน้ำทิ้ง หรือประเภทของ โรงงานอุตสาหกรรมตามที่คณะกรรมการควบคุม มลพิษเห็นสมควรแต่ไม่เกิน 15 มก./ล. สกัดด้วยตัวทําละลายแล้ว แยกหาน้ำหนักของน้ำมัน และไขมัน
  • ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ไม่เกิน 0 มก./ล. Spectrophotometry
  • สารประกอบฟีนอล (Phenols) ไม่เกิน 0 มก./ล. กลั่นและตามด้วยวิธี 4-Aminoantipyrine
  • คลอรีนอิสระ (Free Chlorine) ไม่เกิน 0 มก./ล. lodometric Method
  • สารที่ใช้ป้องกันหรือ กําจัดศัตรูพืชหรือสัตว์ (Pesticide) ต้องตรวจไม่พบตามวิธีตรวจสอบที่กําหนด Gas-Chromatography

ที่มา :ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2539) ลงวันที่ 3 มกราคม 2539 เรื่องกําหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกําเนิดประเภทโรงงานอุตสาหกรรมและนิคม อุตสาหกรรมราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 113 ตอนที่ 13 ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539

จากข้างต้นจะเห็นได้ว่าน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม (Wastewater from Manufacturers) มีสารปนเปื้อนในหลากหลายรูปแบบมากที่สุดในบรรดาน้ำเสียทั้ง 3 ประเภท และสามารถสร้างปัญหามลพิษ ก่อให้เกิดภัยใกล้ตัวหากไม่ได้รับการดูแลก่อนถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมในชุมชน ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงได้ศึกษาและคิดค้นวิธีการบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) ขึ้นมาหลากหลายวิธีตามความเหมาะสมของน้ำเสียที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากสารปนเปื้อนในน้ำเสียที่จะถูกปล่อยออกสู่แหล่งธรรมชาติ โดยคร่าวแล้วหลักในการบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) จะประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้นตอนด้วยกันคือ

  1. การรวบรวมน้ำเสีย (Collection)

  2. การบำบัดน้ำเสีย (Treatment)

  3. การนำกลับมาใช้ประโยชน์ (Reuse and Reclamation)

ในโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) ขึ้น โดยจะแตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ในการจัดการเรื่องระบบน้ำเสีย สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการถ่ายเทน้ำเสียในปริมาณมากออกสู่สิ่งแวดล้อม เช่นโรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตอาหารทางการเกษตร จะมีการจัดการเรื่องระบบบำบัดซึ่งต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ดังนั้นระบบบำบัดจึงเหมาะสำหรับเป็นระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment Tank) ชนิดต่าง ๆ ทั้งมีการใช้ออกซิเจนและไม่มีการใช้ออกซิเจน

บ่อบำบัดน้ำเสียชนิดที่ใช้ออกซิเจน เป็นการอาศัยหลักการทางธรรมชาติและง่ายที่สุดเช่น ระบบบ่อผึ่ง (oxidation pond) นอกจากนี้ยังมี บ่อเติมอากาศ (aerated Lagoon) บ่อที่มีออกซิเจน (aerobic pond)

บ่อบำบัดน้ำเสียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน เช่น บ่อหมัก (anaerobic pond)

บ่อบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment Tank) ทั้งสองประเภทนี้สามารถนำมาใช้งานแบบเดี่ยว หรือจะใช้งานร่วมกันเป็นหลาย ๆ บ่อต่อกันเป็นอนุกรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและปริมาณของน้ำเสียที่จะทำการบำบัดภายในอุตสาหกรรมนั้น

ระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) เหล่านี้อาศัยการทำงานของแบคทีเรียและสาหร่าย และบ่อบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment Tank) เหล่านี้ยังให้ผลพลอยได้ข้างเคียงอื่น ๆ  เช่น ก๊าซมีเทนที่สามารถนำมาใช้หุงต้มอาหาร แต่ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment Tank) นั้นก็มีข้อจำกัดตรงที่ใช้เนื้อที่ขนาดใหญ่และการบำบัดจะสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อบริเวณนั้นมีแสงแดดมาก ดังนั้นระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) ด้วยบ่อบำบัดแบบนี้จึงเหมาะกับโรงงานที่มีพื้นที่กว้างแต่มีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนและต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ยังมีระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) แบบที่ใช้พื้นที่น้อย ระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment) ในกลุ่มนี้มีมากมายหลายประเภทด้วยกัน โดยจะมีรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างกันออกไปเริ่มจากระบบตะกอนแขวนลอย (activated sludge, AS) ที่ต้องลงทุนใช้เครื่องจักรกลและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็มีคุณภาพในการจัดการสูงเช่นกัน ระบบตะกอนยึดติดวัสดุ (Trickling Filter, TF) ระบบคลองวนเวียน (oxidation ditch) ระบบจานหมุน (rotating biological contractors) ระบบบำบัดในกลุ่มนี้ ออกแบบยากกว่า ผู้ดูแลจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจจึงจะเกิดประสิทธิภาพและจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะของน้ำเสียที่เกิดจากอุตสาหกรรมด้วย

แบบฟอร์มติดต่อวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

กรอกข้อมูลด้านล่าง เพื่อให้เราติดต่อกลับและส่งทีมงานเข้าไปวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและนำเสนอแผนการบริหารจัดการระบบสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมกับแนะแนวการแก้ปัญหาของระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติเบื้องต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
*
*
*

เงื่อนไขและข้อตกลง

เรายินดีที่จะช่วยทุกท่านให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยท่านจะต้องเตรียมข้อมูลต่างๆไว้ดังนี้
  • ปริมาณน้ำที่ต้องการให้ออกแบบ
  • ระยะเวลาหรือชั่วโมงการทำงานของทางโรงงานเพื่อนำมาประเมินปริมาณน้ำที่ต้องออกแบบ/ชั่วโมงการทำงาน
  • ผลตรวจวิเคราะห์น้ำย้อนหลัง 3 – 6 เดือน (ถ้ามี)
  • พื้นที่ในการติดตั้งระบบ
  • คุณภาพน้ำที่ต้องการหลังผ่านระบบ